มือปืนหญิงกราดยิง YouTube คาดโดนเบี้ยวค่าโพสต์วิดีโอ

ตำรวจสหรัฐฯ ยังคงเร่งสอบสวนหามูลเหตุจูงใจ มือปืนหญิงบุกยิงพนักงานสำนักงานใหญ่ YouTube คาดว่าเกิดความแค้นที่ไม่ได้รับค่าโพสต์วิดีโอ สื่อต่างประเทศรายงานว่า ตำรวจนครซานฟรานซิสโกระบุชื่อของหญิงผู้ก่อเหตุยิงพนักงานของสำนักงานใหญ่ YouTube เว็บไซต์เผยแพร่วิดีโอชื่อดังของโลก ก่อนที่จะยิงตัวเองเสียชีวิต คือ น.ส.นาซิม อายุ 39 ปี มาจากเมืองซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย

สำหรับอัคดัมได้เริ่มโพสต์คลิปวิดีโอมาตั้งแต่เดือนมกราคม ปี 2553 ในเว็บไซต์ YouTube โดยใช้ชื่อยูสเซอร์ว่า “นาซิม ซาบซ์” โดยเธอมีช่องอยู่ 4 ช่อง มีเนื้อหาเกี่ยวกับการรักษาสุขภาพและออกกำลังกายสำหรับผู้ทานมังสาวิรัตอย่างเคร่งครัด รวมไปถึงช่องแสดงศิลปะทำมือ ที่มีทั้งภาษาฟาร์ซี (อิหร่าน) ตุรกี และอังกฤษ จากหลักฐานพบว่า เธอเริ่มโพสต์คลิปวิดีโอวิจารณ์ตำหนิ YouTube กล่าวหาว่าเซ็นเซอร์เธอ โดยบอกว่า YouTube กำลังจำกัดอายุผู้ชม ทำให้ยอดผู้ชมลดลง ขณะที่ตำรวจระบุว่า เธอมีปัญหาขัดแย้งกับ YouTube มานาน ด้านพ่อของอัคดัม กล่าวว่า ลูกสาวนั้นเกลียดบริษัท YouTube และโกรธที่บริษัทเปลี่ยนนโยบาย รวมทั้งไม่ยอมจ่ายเงินค่าโพสต์วิดีโอให้ เขาได้แจ้งตำรวจเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า บุตรสาวหายตัวไปหลังจากโทรศัพท์ติดต่อไม่ได้ 2 วัน และได้เตือนตำรวจว่าเธออาจไปที่บริษัท YouTube

ทางโฆษกตำรวจเผยว่า เจ้าหน้าที่เมืองเมาน์เทนวิวได้พบอัคดัมนอนหลับอยู่ในรถ เมื่อเวลา 02.00 น. วันอังคารที่ผ่านมา ซึ่งห่างจากสำนักงานใหญ่ YouTube ไป 48 กิโลเมตร แต่เจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้กักตัวไว้ แม้เธอไม่ยอมตอบคำถามใดๆ เนื่องจากดูแล้วไม่มีท่าทีจะเป็นอันตรายต่อตัวเองและผู้อื่น และยังพบว่าเธอเข้าไปสนามฝึกซ้อมยิงปืน ก่อนจะมาก่อเหตุเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น ขณะที่เว็บไซต์ Business Insider เผยให้เห็นรายได้ของเจ้าของช่องใน YouTube หรือ ยูทูบเบอร์ ที่ทำเงินได้มากที่สุด 10 อันดับของโลกปีที่ผ่านมา โดยอันดับ 10 ตกเป็นของ Lilly Singh เจ้าของช่อง llSuperwomenll นำเสนอวิดีโอตลกและมิวสิกวิดีโอ มีผู้ติดตามอยู่ที่ 12.7 ล้านคน โดยเธอสามารถทำเงินจากการโพสต์วิดีโอที่ 10.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 325 ล้านบาท ส่วนอันดับ 1 ตกเป็นของ Daniel Middleton เจ้าของช่อง DANTDM นำเสนอวิดีโอเกี่ยวกับการเล่นเกม Minecraft มีผู้ติดตามอยู่ที่ 16 ล้านคน โดยฟันรายได้ไปที่ 16.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 500 กว่าล้านบาทเลยทีเดียว. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ sanook